กองปราบรวบหนุ่มลวงเด็ก 13 ข่มขืน หลบหนีคดีนาน 9 ปี

กองปราบรวบหนุ่มลวงเด็ก 13 ข่มขืน หลบหนีคดีนาน 9 ปี

กองบังคับการปราบปรามโดยการอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป. ,พ.ต.อ.สรร มั่นเมืองรยา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ณัทกฤช น้อยคำปัน รองผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ปวิช ข่าทิพย์พาที รอง ผกก.5 บก.ป. , พ.ต.ท.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น รอง ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ภูวนนท์ สมัครไทย รอง ผกก.5 บก.ป. 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ต.วาทิต จิตรจันทึก สว.กก.5 บก.ป.,ร.ต.อ.สมชาย ชื่นแสง,ร.ต.อ.สมชาย ชื่นแสง, ร.ต.ท.พรภาวิษย์ห้ วยหงษ์ทอง, ร.ต.ต.มันสธ นิตกุล,ร.ต.ต.อภิสิทธิ์ สง่าเมืองรองสว.(ป.)กก.5 บก.ป., ด.ต.ประทีป เกตุแก้ว, ด.ต.ทิว พรหมมา, ด.ต.วชิรกาญจน์ จูอินทร์, ด.ต.ปริญญา ชุมพาลี, ด.ต.เอนก บุญยัง, ด.ต.ยศพัทธ์ บุญหอม, ด.ต.วิสิทธิ์ สร้อยสนธ์, ด.ต.ประวิทย์ ยิบพิกุล ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป.

ได้ร่วมกันจับกุมนายอภิรักษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 27 ปีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสมุทรสาครที่ 23/2555 ลงวันที่ 17 ส.ค.2555 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาหรือสามีของตนโดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ยินยอมก็ตาม, พาเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่ออนาจาร, พรากผู้เยาว์อายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสีจากบิดามารดาผู้ปกครองโดยปราศจากเหตุอันควรสมควรเพื่อการอาจาร”

พฤติการณ์สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2554 นายอภิรักษ์ฯ (ผู้ต้องหา) ติดต่อพูดคุยกับเด็กหญิงเอ (นามสมมุติ) อายุ 13 ปีบุตรสาวของ น.ส.อรทัยฯ ผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ หลังจากนั้นนายอภิรักษ์ฯ ได้พาเด็กหญิงเอฯไ ปที่บ้านร้างใน ต.ท่าไม้ อ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ก่อนจะลงมือข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงเอฯ 

ต่อมาเมื่อมารดาของเด็กหญิงเอฯ ทราบเรื่องจึงได้พาเด็กหญิงเอฯ เข้าเเจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสภ.กระทุ่มแบน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายโดยทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหา

กระทั่งวันที่25ม.ค.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่ต.ศรีสุข อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อพบผู้ต้องหาจึงทำการจับกุมตัวและนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป  

จากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด