กองปราบ ร่วม สืบสวน สภ.หัวหิน รวบช่างตัดผม หลังก่อเหตุรุมทำร้ายอริบาดเจ็บสาหัส หนีคดีนาน 10 ปี

กองปราบ ร่วม สืบสวน สภ.หัวหิน รวบช่างตัดผม หลังก่อเหตุรุมทำร้ายอริบาดเจ็บสาหัส หนีคดีนาน 10 ปี

กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป., พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ธงชัย อยู่เกษ ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ท.สาธิต สมานภาพ, พ.ต.ท.อัครพล มณีวรรณ, พ.ต.ท.ศราวุธ จันต๊ะวงค์, พ.ต.ท.อลงกต คชแก้ว,                          พ.ต.ท.ก่อเกียรติ วุฒิจำนงค์ รอง ผกก.1 บก.ป. 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.พลวุฒิ ผาตินุวัติ สว.กก.1 บก.ป., ร.ต.อ.สุรพล ชูใจ รอง สว.กก.1 บก.ป., ร.ต.ท.เอกกรินทร์ ทองหยด รอง สว.(สอบสวน) กก.1 บก.ป. พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ป. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หัวหิน

ร่วมกันจับกุมนายธนากรหรือกร (สงวนนามสกุล) อายุ๓๒ปีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการที่460/2554 ลงวันที่ 11ก.ค.54 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกกระทำร้าย รับอันตรายสาหัสฯ”

สถานที่จับกุมบริเวณหน้าร้านตัดผมชาย ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์     

พฤติการณ์สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่11 มิ.ย.54 เวลาประมาณ 20.00 น. นายธนากรฯ (ผู้ต้องหา) และนายรัฐพลฯ (ถูกจับกุมไปก่อนหน้า) ได้นั่งดื่มสุรากันอยู่บริเวณใต้คอนโดแห่งหนึ่ง อ.พระประแดง จ.สมุทปราการ ต่อมาผู้เสียหายซึ่งเป็นคู่อริกับผู้ต้องหา ได้เดินลงมาจากคอนโดผ่านบริเวณที่ผู้ต้องหานั่งดื่มสุรากันอยู่ ประกอบกับผู้ต้องหามีอาการมึนเมา ผู้ต้องหาจึงเดินเข้าไปคว้าคอเสื้อผู้เสียหาย ก่อนจะร่วมกับเพื่อนรุมทำร้ายผู้เสียหาย และหลบหนีไป ภายหลังทางผู้เสียหายจึงได้เดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.พระประแดง ซึ่งพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับนายธนากรฯ กับพวก ตามหมายจับดังกล่าว 

จนกระทั่งวันที่16 ม.ค.64 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสืบสวนทราบว่านายธนากรฯ ได้หลบหนีมาทำงานเปิดร้านตัดผมที่ ต.หัวหิน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงเดินทางไปตรวจสอบ เมื่อพบผู้ต้องหาจึงได้เข้าจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน  สภ.พระประแดง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามนายธนากรฯ ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาโดยอ้างว่าตนกับผู้เสียหาย เคยพบเห็นหน้ากันเป็นประจำซึ่งตนมีความรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับผู้เสียหายจริง แต่ในวันเกิดเหตุนั้นตนไม่ได้ร่วมลงมือก่อเหตุแต่อย่างใด 

 

 “ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”