กองปราบรวบ “หลวงพี่ ดีกรี ป.โท” หลังก่อเหตุอ้างตัวเป็นทนาย ร่วมกันหลอกขายที่ดินมูลค่าสามล้านบาท

กองปราบรวบ “หลวงพี่ ดีกรี ป.โท” หลังก่อเหตุอ้างตัวเป็นทนาย ร่วมกันหลอกขายที่ดินมูลค่าสามล้านบาท

กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.บก.ป., พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.2 บก.ป., พ.ต.อ.พงศ์ปณต ชูแก้ว ผกก.6 บก.ป., พ.ต.ท.วิญญู  แจ่มใส, พ.ต.ท.นฤทธิ์ ผูกจิตร , พ.ต.ท.กรกช  ยงยืน , พ.ต.ท.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล รอง ผกก.2 บก.ป., 

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำโดยพ.ต.ต.พิเชตชมมณฑาสว.กก.2 บก.ป., พ.ต.ต.พัฒษพงศ์เสณีแสนเสนาสว.กก.6 บก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป.

ร่วมกันจับกุมนายกิตติพล (สงวนนามสกุล) อายุ 39 ปีในข้อกล่าวหา “ร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์” ตามหมายจับศาลแขวงชลบุรีที่  จ210/2562 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2562

สถานที่จับกุมวัดกอบกุลรัตนารามต.สะเดาอำเภอสะเดาจ.สงขลา 

พฤติการณ์ เมื่อประมาณปี 2561 น.ส.เอฯ ( ผู้ต้องหาที่ 1 ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนี ) ได้หลอกขายที่ดินในพื้นที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ให้แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นนายทุน โดยผู้เสียหายหลงเชื่อ ตกลงซื้อที่ดินจำนวน              สามล้านบาทกับผู้ต้องหา แต่ภายหลังผู้ต้องหาได้อ้างว่ามีปัญหาเรื่องโฉนดที่ดิน จึงทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับที่ดินตามที่ตกลงซื้อขายไว้
ต่อมา นายกิตติพลฯ ( ขณะเป็นฆารวาส ) ได้แอบอ้างเป็นทนายความ อาสาติดตามที่ดินให้กับผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อยอมว่าจ้าง นายกิตติพลฯ กลับไม่ดำเนินการใดๆให้ ผู้เสียหายจึงไปตรวจสอบข้อมูลกับสภาทนายความ ปรากฎว่า นายกิตติพลฯ ไม่มีชื่ออยู่ในระบบของสภาทนายความ จึงเชื่อว่า นายกิตติพลฯ แอบอ้างตัวเป็นทนายความ นอกจากนี้ยังพบว่า นายกิตติพลฯ มีความเชื่อมโยงกับ น.ส.เอ โดยทั้งสองมีการโอนเงินให้กันหลังจากที่ นายกิตติพลฯ รับอาสาเป็นทนายความให้กับผู้เสียหาย ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าทั้ง 2 คนน่าจะเป็นผู้ร่วมขบวนการหลอกขายที่ดิน จึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์กับ พนักงานสอบสวน สภ.หนองใหญ่ 

กระทั่งวันที่ 26 ธันวามคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ป. ร่วมกับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.6 บก.ป. ได้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหา โดยทราบว่า นายกิตติพลฯ ได้หลบหนีมาบวชเป็นพระอยู่ที่ จ.สงขลา จึงได้ลงพื้นที่ไปจับกุม ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.หนองใหญ่ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามนายกิตติพล ฯ ให้การว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงแต่อย่างใด 

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”