กองปราบรวบอดีตประธานกองทุนหมู่บ้านยักยอกเงินกองทุน

กองปราบรวบอดีตประธานกองทุนหมู่บ้านยักยอกเงินกองทุน

กองปราบรวบอดีตประธานกองทุนหมู่บ้านยักยอกเงินกองทุน

กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.ป., พ.ต.อ.เอนก    เตาสุภาพ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผกก.2 บก.ป., พ.ต.ท.วิศิษฐ์ พลบม่วง, พ.ต.ท.สมบัติ            มีมงคล, พ.ต.ท.วิญญู แจ่มใส, พ.ต.ท.นฤทธิ์  ผูกจิตร รอง ผกก.2 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำโดยพ.ต.ท.กษิดิ์เดชเจริญลาภสว.กก.2 บก.ป., พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจกก.2 บก.ป., เจ้าหน้าที่สืบสวนสวนสภ.รัตนบุรีและเจ้าหน้าที่สืบสวนสน.ท่าข้าม

ร่วมกันจับกุมนายธีระ (สงวนนามสกุล) อายุ 52 ปีผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดรัตนบุรีที่              จ.90/2563 ลงวันที่ 16 พ.ย. 2563 โดยต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ยักยอก”

พฤติการณ์ เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2551 ถึง 24 พ.ค. 2561 ผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในตำแหน่งประธานเงินกองทุน ต.หนองบัวบาน อ.รัตนบุรี จ.จันทบุรี ได้ใช้ชื่อตนเอง, ภรรยา, ลูก และ ญาติ กู้เงินจากกองทุน นอกจากนี้ยังออกอุบายให้สมาชิกคนอื่นกู้เงินจากกองทุนมามอบให้ตนอีก แต่เมื่อกองทุนอนุมัติเงินให้กับบุคคลดังกล่าวแล้ว นายธีระฯ (ผู้ต้องหา) ได้เบียดบังเอาเงินดังกล่าวเป็นของตนเอง และไม่ยอมชำระหนี้ให้กับกองทุน รวมเงินต้นและดอกเบี้ย เกือบ 9 แสนบาท  จนกระทั่งคณะกรรมการที่มีหน้าที่ตรวจสอบบัญชีรายรับ – รายจ่าย ตรวจพบการกระทำดังกล่าว จึงได้ติดต่อให้ผู้ต้องหานำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยมาชำระ แต่กลับถูกผู้ต้องหาปฏิเสธ ไม่รับผิดชอบและอ้างว่าตนเองไม่มีหนี้สินกับกองทุนฯ ทางคณะกรรมการจึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.รัตนบุรี 

จนกระทั่งวันที่ 27 พ.ย. 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม สืบทราบว่าผู้ต้องหาหลบหนีมาอยู่ใน             ซอย 69 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร จึงได้นำกำลังเข้าไปตรวจสอบและสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ในที่สุด หลังจากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.รัตนบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ว่าตนไม่ได้ยักยอกเงินจำนวนดังกล่าว แต่รับว่าได้ใช้ชื่อของผู้อื่นกู้เงินจริง ซึ่งเมื่อได้เงินมาแล้วก็ได้นำไปให้สมาชิกคนอื่นกู้ ตนไม่มีเจตนานำเงินดังกล่าวมาเป็นของตัวเอง และได้นำเงินบางส่วนไปใช้คืนกับสถาบันเงินกู้ที่ยืมมาเพื่อชำระหนี้เงินกู้แล้ว

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”