กองปราบร่วมกับสืบภาค 7 รวบผู้ต้องหาหลบหนีคดีฆ่า 4 ศพ เหตุเกิด สภ.บางบาล ปี2557

กองปราบร่วมกับสืบภาค 7 รวบผู้ต้องหาหลบหนีคดีฆ่า 4 ศพ เหตุเกิด สภ.บางบาล ปี2557

กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม, พ.ต.ท.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น, พ.ต.ท.ภูวนนท์ สมัครไทย, พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง รอง ผกก.5 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม นำโดย พ.ต.ต.เกริก เสนาะสำเนียง สว.กก.5 บก.ป. พร้อมกำลังข้าราชการตำรวจ ชุดปฎิบัติการ 2 กองกำกับการ 5 กองบังคับการปราบปราม

 

ได้ร่วมกันจับกุม นายชาญ (สงวนนามสกุล) อายุ 57 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 158/2557 ลง 26 มี.ค.2557 โดยกล่าวหาว่า “ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน โดยไม่ได้รับอนุญาต”

 

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2557 เกิดเหตุอุกฉกรรจ์ และสะเทือนขวัญ โดยคนร้ายฆ่าโหด 4 ศพ คาบ้านพักหรู ม.8 ต.กบเจา อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา เบื้องต้นพบศพผู้เสียชีวิต รวม 4 ศพ ทราบชื่อ 1.นางเกสิณี (สงวนนามสกุล) 2.นายวรวิทย์ (สงวนนามสกุล) 3.นายพิษณุ (สงวนนามสกุล) และ 4.นางภคินี (สงวนนามสกุล) โดย ทั้งหมดนอนเสียชีวิตอยู่บนที่นอน ภายในห้องนอน ถูกยิงด้วยอาวุธปืนลักษณะจ่อยิงที่ศีรษะ ต่อมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน พนักงานสอบสวนได้ขออนุญาตศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่ก่อเกตุรวม 3 คน คือ 1.นายอิทธิ (สงวนนามสกุล) 2. นายชาญ (สงวนนามสกุล) 3.นายพิทักษ์ (สงวนนามสกุล) ในสาเหตุเกี่ยวกับปมหักหลังเกี่ยวกับยาเสพติด ต่อมา นายอิทธิฯ 1 ในคนร้ายถูกวิสามัญเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2557 ส่วน นายชาญฯ และ นายพิทักษ์ฯ ได้หลบหนีออกจากพื้นที่

 

จนกระทั่งวันทีี่ 8 พ.ค.2563 ชุดสืบสวน กก.5 บก.ป. ได้ร่วมกับชุดสืบสวนภาค 7 สืบทราบว่านายชาญฯ (ผู้ต้องหา) หลบหนีมาพักอาศัยที่ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี จึงได้เข้าทำการสืบสวนและเข้าทำการจับกุมตัว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.บางบาล ดำเนินคดีตามกฎหมาย

 

จากการสอบถาม ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยให้การว่าไม่ได้เป็นคนลงมือก่อเหตุ อ้างว่านายอิทธิฯ ผู้ต้องหาอีกคนที่ถูกวิสามัญเป็นผู้ลงมือก่อเหตุดังกล่าว

 

 

ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์

ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด