กองปราบรวบหนุ่มแสบแก๊งค์ตุ๋นยาย ชวนหุ้นไถ่ถอนที่ดินเพื่อขายต่อ สูญเงินเก็บไป 1.3 ล้าน

กองปราบรวบหนุ่มแสบแก๊งค์ตุ๋นยาย ชวนหุ้นไถ่ถอนที่ดินเพื่อขายต่อ สูญเงินเก็บไป 1.3 ล้าน

กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป., พ.ต.อ.สรร มั่นเมืองรยา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.สุพจน์ พุ่มแหยม, พ.ต.ท.อนุชา ศรีสำโรง, พ.ต.ท.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น, พ.ต.ท.ภูวนนท์ สมัครไทย รอง ผกก.5 บก.ป.

         เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย ร.ต.อ.สุขสิทธิ์ ประเสริฐ สว.กก.5 บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป.

         ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายจิระพงษ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ 1911/ 2562 ลงเดือน ธันวาคม 2562 ซึ่งต้องหาว่า “ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นคนอื่น”

          พฤติการณ์ในคดี เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ขณะที่นางเอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิงชรา อายุ 82 ปี อยู่บ้านพักเพียงลำพังย่านเขตดอนเมือง กรุงเทพฯ ได้มีนางแดง (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งค์ต้มตุ๋นเข้ามาหาที่บ้านพักพร้อมกับนายจิระพงษ์ (ผู้ต้องหา) ทำหน้าที่ขับรถยนต์เก๋ง เข้ามาสอบถามหาสามีของผู้เสียหาย โดยอ้างว่าว่าสนิทกัน ต้องการจะเข้ามาเยี่ยม แต่ผู้เสียหายได้แจ้งว่าสามีของตนเสียชีวิตไปเมื่อ 2 ปีที่แล้ว นางแดงบอกกับผู้ต้องหาจึงอ้างว่าไม่ทราบเรื่องที่สามีของผู้เสียหายเสียชีวิต และหลังจากนั้นจึงได้นั่งพูดคุยกับผู้เสียหาย จนผู้เสียหายหลงเชื่อว่านางแดงเคยรู้จักกับสามีของตนจริง

             ต่อมาวันรุ่งขึ้น นางแดงได้มาหาที่บ้านพักของผู้เสียหาย พร้อมกับนายจิระพงษ์ฯ ผู้ต้องหาอีกครั้ง โดยชักชวนผู้เสียหายให้ไปทำบุญที่วัดแถวบ้านให้กับสามีที่ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว ระหว่างทางไปวัดนางแดงได้ออกอุบายเล่าให้ผู้เสียหายฟังว่ามีที่ดินที่เอาไปจำนองไว้ 3 ล้านบาท แต่ไม่มีเงินไปไถ่ถอน กำลังจะโดนยึดในวันนี้ และถ้าหากไถ่ถอนได้จะมีคนต้องการซื้อที่ดินดังกล่าวต่อในราคา 10 ล้านบาท ขณะที่พูดไป ก็ร้องไห้ไปจนผู้เสียหายเกิดความสงสาร และนางแดงยังอ้างอีกว่า มีเงินเพียง 1,700,000 บาท ขาดเงินอีก 1,300,000 บาท จึงเอ่ยปากขอยืมผู้เสียหายว่าหากไถ่ถอนที่ดินแปลงดังกล่าวมาได้ จะเอามาขาย และจะแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการขายที่ดินให้ผู้เสียหาย 5 % โดยนางแดงได้พาผู้เสียหายไปดูที่ดินที่จะไถ่ถอน ซึ่งความจริงแล้วเป็นที่ดินของคนอื่นในละแวกนั้น ผู้เสียหายจึงหลงเชื่อไปถอนเงินที่ธนาคารจำนวน 2 ครั้ง โดยมีนายจิระพงษ์ฯ ผู้ต้องหา ขับรถยนต์พาไปธนาคาร ส่วนนางแดงนั่งรออยู่ในรถ ถอนเงินมาจำนวนรวมทั้งหมด 1,300,000 บาท มาให้นางแดง

           จากนั้นได้มีนายอ๊อด (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) เพื่อนร่วมแก๊งค์นางแดงอีกคน มาแสดงตนเป็นคนรับจำนำที่ดินแปลงดังกล่าว และมารับเงินไป โดยมอบโฉนดที่ดินให้กับนางแดงต่อหน้าผู้เสียหาย หลังจากนั้นนางแดงและนายจิระพงษ์ฯ (ผู้ต้องหา) จึงได้พาผู้เสียหายไปส่งที่บ้านพัก และหลอกให้ผู้เสียหายรออยู่ที่บ้าน นางแดงจะเอาใบที่ดินที่ไถ่ถอนมาไปโอนที่ดินให้กับนายดำ ซึ่งเป็นตัวละครอีกคน แต่ปรากฏว่านางแดงกับนายจิระพงษ์ฯ ไม่ได้เดินทางกลับมาหา ผู้เสียหายจึงเชื่อว่าตนเองถูกหลอก จึงได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อติดตามตัว นางแดง กับพวกมาดำเนินคดี ต่อมาพนักสอบสวนได้รวบรวมหลักฐานขออนุมัติหมายจับนายจิระพงษ์ฯ (ผู้ต้องหา)

          จนกระทั่งวันที่ 10 เม.ย.63 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. ได้สืบสวนทราบว่า นายจิระพงษ์ฯ หลบหนีมาพักอาศัยที่บริเวณพื้นที่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงได้เดินทางมาตรวจสอบพบนายจิระพงษ์ฯ จึงแสดงตัวเข้าจับกุม นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ให้ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป และเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสืบสวนขยายผลติดตามจับกุม นางแดง หัวหน้าแก๊งค์และเพื่อนร่วมแก๊งค์ที่เหลือ มาดำเนินคดีต่อไป

          จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ว่าได้ร่วมกับพวกที่ยังหลบหนีอยู่ก่อเหตุดังกล่าวจริง และให้การว่านางแดง (ไม่ทราบชื่อนามสกุลจริง) ได้ชักชวนให้ตนเองขับรถยนต์เก๋งของตนซึ่งใส่ทะเบียนปลอม ไปหลอกผู้เสียหายที่บ้านพักจริง โดยนางแดงได้สร้างละครหลอกผู้เสียหายว่าต้องการนำเงินไปไถ่ถอนที่ดินที่นำไปจำนำไว้ และมีคนจะมาซื้อต่อในราคาสูง จึงชักชวนผู้เสียหายให้เอาเงินมาช่วยไถ่ถอน เพื่อนำที่ดินมาขายต่อ ซึ่งได้พาผู้เสียหายไปชี้ที่ดินคนอื่นหลอกว่าเป็นที่ดินของนางแดง พอผู้เสียหายหลงเชื่อ ตนเองได้พาผู้เสียหายเข้าไปเบิกเงินที่ธนาคารตามที่ภาพกล้องวงจรปิดจับภาพไว้ได้ จากนั้นก็จะมีเพื่อนร่วมแก๊งค์ชื่อนายอ๊อด มารับสมอ้างว่าเป็นคนรับจำนำที่ดิน มารับเงินไป และจะมีนายดำแฟนของนางแดงมารับสมอ้างเป็นคนซื้ออีกคน ซึ่งหลังจากหลอกเหยื่อได้เงินมา นางแดง หัวหน้าแก๊งค์ได้แบ่งเงินที่ได้มาให้ตนจำนวน 129,000 บาท ที่เหลือนางแดงนำไปแบ่งให้ลูกทีมอีก 2 คนที่เหลือ รวมทั้งหมดในแก๊งค์มีจำนวน 4 คน

 

 

ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์

ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด