กองปราบรวบสองผัวเมีย ตุ๋นคนทุกข์ยาก อ้างเป็นแอดมินเพจช่วยสังคมชื่อดัง

กองปราบรวบสองผัวเมีย ตุ๋นคนทุกข์ยาก อ้างเป็นแอดมินเพจช่วยสังคมชื่อดัง

กองบังคับการปราบปรามร่วมกันจับกุม

  1. นายสำรอง (สงวนนามสกุล) อายุ 41 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลแขวงปทุมวัน ที่ 5/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง”
  2. นางสาววิไลลักษณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลแขวงปทุมวัน ที่ 6/2563 ลงวันที่ 23 มกราคม 2563 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง”

 

สืบเนื่องจาก น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งกระดูกคาง, มะเร็งปอด และมะเร็งเต้านม เข้าร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 กองบังคับการปราบปรามว่า ถูกนายสำรองฯ และน.ส.วิไลลักษณ์ฯ ผู้ต้องหาดังกล่าว หลอกลวงให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของนายสำรองฯ และบัญชีเงินฝาก ของ น.ส.วิไลลักษณ์ฯ ผ่านทางเฟชบุ๊ก สูญเงินกว่า 419,490 บาท โดยถูกหลอกผ่านการโทรศัพท์และแชทข้อความทางเฟสบุ๊ค แอบอ้างเป็นแอดมินเพจจิตอาสาเพื่อเด็กและสังคม

 

กล่าวคือเมื่อประมาณเดือนกรกฎาคม 2562 ได้มีผู้ใจบุญบริจาคเงินช่วยเหลือ น. ส.เอ (นามสมมุติ) และลูกสาว ซึ่งเป็นผู้ป่วยโรคมะเร็งทั้งคู่ ผ่านทางเพจจิตอาสาเพื่อเด็กและสัมคม และได้รับเงินบริจาคช่วยเหลือจากผู้ใจบุญหลายแสนบาท ต่อมาผู้ต้องหาทั้งสองเห็นช่องทางในการหาเงินจึงได้ใช้วิธีการแอบอ้างเป็นแอดมินเพจจิตอาสาเพื่อเด็กและสังคมโทรศัพท์หลอก น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหายให้ช่วยบริจาคเงินเพื่อไถ่ชีวิตโค กระบือ และบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่จังหวัดขอนแก่น น.ส.เอ (นามสมมุติ) หลงเชื่อคิดว่าเป็นแอดมินเพจจิตอาสาเพื่อเด็กและสังคม จึงได้โอนเงินจำนวน 419,490 บาท ไปยังบัญชีเงินฝากของผู้ต้องหาทั้งสอง จากนั้น น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ได้ติดต่อไปยังแอดมินเพจจิตอาสาเพื่อเด็กและสังคมว่าได้โอนเงินบริจาคไปแล้ว แต่ทางแอดมินเพจดังกล่าวแจ้งว่าไม่ได้มีการรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งระยะสุดท้ายที่จังหวัดขอนแก่น และไม่ได้รับบริจาคเงินเพื่อไถ่โคกระบือแต่อย่างใด ซึ่งแอดมินเพจดังกล่าวจึงบอกกับ น.ส.เอ (นามสมมุติ) ผู้เสียหาย ว่าถูกมิจฉาชีพหลอก จากนั้น น.ส.เอ (นามสมมุติ) จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งสอง ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสอง

 

หลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองกำกับการ 4 ได้รับเรื่องร้องเรียนแล้ว จึงได้สืบสวนหาข่าวเพื่อจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายนี้มาลงโทษตามกฎหมาย จนทราบว่านายสำรองฯ และน.ส.วิไลลักษณ์ฯ ผู้ต้องหา เป็นสามีภรรยากัน พักอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเมนท์แห่งหนึ่งย่านจังหวัดนนทบุรี จึงได้วางกำลังเฝ้าสังเกตุการณ์ จนกระทั่งวันที่ 7 มีนาคม 2563 เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้เข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองราย นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

 

 

 

 

 

ภายหลังจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบได้สอบถามขยายผลเกี่ยวกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิด จึงทราบว่า น.ส.วิไลลักษณ์ฯ เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมมาแล้วเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2561 ซึ่งครั้งนั้น น.ส.วิไลลักษณ์ฯ ได้หลอกลวงผู้เสียหาย โดยแอบอ้างเป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ฉบับหนึ่ง และแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิปวีณา หลวงลวงผู้ทุกข์ยากให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของตน มีผู้เสียหายสูญเงินไปนับแสนบาทเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นการซ้ำเติมผู้ทุกข์ยาก และในการจับกุมในครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามได้สอบถาม นายสำรองฯ และน.ส.วิไลลักษณ์ฯ ถึงมูลเหตุในการกระทำความผิดในครั้งนี้ ซึ่งนายสำรองฯ และน.ส.วิไลลักษณ์ฯ รับว่าตนเป็นหนี้เงินกู้นอกระบบ ไม่มีเงินมาชำระหนี้และต้องการนำเงินมาชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้นอกระบบ จึงต้องใช้วิธีการเดิมในการหลอกลวงผู้เสียหายซึ่งผู้ทุกข์ยาก เนื่องจากเป็นวิธีการที่ง่ายและได้เงินทันที และเมื่อได้เงินจำนวนดังกล่าวแล้ว ก็จะนำเงินไปใช้หนี้ให้กับเจ้าหนี้นอกระบบต่อไป

 

น.ส.เอ (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นผู้เสียหายในครั้งนี้ ก็ได้ฝากเตือนประชาชนที่อาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ ว่าอย่าหลงเชื่อพวกมิจฉาชีพทางเฟสบุ๊ค ควรจะตรวจสอบให้แน่ใจก่อนที่จะโอนเงินให้กับใครหรือหน่วยงานใด จะได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของพวกมิจฉาชีพเหมือนกับตนอีก