‘กองปราบ’ รวบหนุ่มแทงเพื่อนปางตาย สาเหตุเมาทะเลาะวิวาทพูดจาไม่เข้าหู

‘กองปราบ’ รวบหนุ่มแทงเพื่อนปางตาย สาเหตุเมาทะเลาะวิวาทพูดจาไม่เข้าหู

กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยการอำนวยการสั่งการของ พล.ต.ต.จิรภพ ภูริเดช ผบก.ป. ,พ.ต.อ.สมควร พึ่งทรัพย์ รอง ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.เนติ วงษ์กุหลาบ ผกก 5 บก.ป., พ.ต.ท.ภูวนนท์ สมัครไทย รอง ผกก.5 บก.ป.

ปฏิบัติการโดย พ.ต.ท.นิธิ ตรีสุวรรณ สว.กก.5 บก.ป., ร.ต.ท.วชิรเชษฐ์ อัครธีระพงศ์ รอง สว.กก.5 บก.ป, ด.ต.พงษ์ธร  สุขเกษม, ด.ต.สมพล คงฆะ, ส.ต.ท.ภาสกร ม่วงกล่ำ และ ส.ต.ท.ณัฐพงษ์  จันทร์ทอง ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป.

ได้ร่วมกันจับกุมตัว นายกิตตินันท์ (สงวนนามสกุล) อายุ 25 ปี จ.มหาสารคาม ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมหาสารคาม ที่ จ.203/2560  ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2560 ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “พยายามฆ่า”

พฤติการณ์แห่งคดี ก่อนเกิดเหตุ เมื่อประมาณกลางปี 2560 ผู้ต้องหาได้นั่งดื่มกินสุรากับญาติพี่น้อง ประมาณ 4-5 คน ที่บริเวณแคร่ไม้ไผ่หลังบ้านของผู้ต้องหา จากนั้นผู้เสียหายกับภรรยาได้เข้ามาร่วมวงดื่มกินด้วย ต่อมา ผู้เสียหายเริ่มมีอาการมึนเมา และมีการพูดท้าทายท้าชกต่อยกับผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาได้พยายามบอกให้ผู้เสียหายกลับบ้านอยู่หลายครั้ง แต่ผู้เสียหายไม่ยอมกลับ อีกทั้งยังด่าผู้ต้องหาในทางเสียๆหายๆ จึงเกิดบันดาลโทสะเข้าชุลมุนชกต่อยกับผู้เสียหาย โดยผู้ต้องหาได้เตะผู้เสียหายล้มลงบนแคร่ไม้ไผ่ และได้ใช้มือบีบคอและเอื้อมมือไปหยิบเอามีดเจียนหมากปลายแหม ความยาวประมาณ 5 นิ้ว แทงผู้เสียหายบริเวณท้องและหลัง จำนวน 4-5 ครั้ง จากนั้นผู้ต้องหาได้หลบหนีไป พนักงานสอบสวน สภ. มหาสารคาม จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อขอหมายจับผู้ต้องหาต่อศาล

พฤติการณ์ในการณ์จับกุม จากการสืบสวนติดตามผู้ต้องหารายนี้ทราบว่า ผู้ต้องหาได้หลบหนีมาทำงานและพักอาศัยอยู่ที่บริเวณซอยโชคชัย 4 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร  เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ตรวจสอบติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา จนเมื่อวันที่ 24 ธ.ค.62 เวลาประมาณ 13.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้พบผู้ต้องหา อยู่บริเวณริมทางสาธารณะ ใกล้ปากซอยโชคชัย 4 ซอย 4 แขวงสะพานสอง เขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร จึงได้เข้าจับกุมตัวผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และได้นำตัวผู้ต้อหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองมหาสารคาม เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อนึ่ง ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และการเผยแพร่ในครั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ และเพื่อไม่ให้ประชาชนเลี่ยนแบบพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎหมาย