รวบอีกครั้ง “พ่อมด คริปโตเคอเรนซี่” หลบหนีการพิจารณาคดีในชั้นศาล

รวบอีกครั้ง “พ่อมด คริปโตเคอเรนซี่” หลบหนีการพิจารณาคดีในชั้นศาล

กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.เผด็จ งามละม่อม ผกก.1 บก.ป. และ พ.ต.ท.อัครพล มณีวรรณ รอง ผกก.1 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย ว่าที่ พ.ต.ต.เดชวุฒิ อุตรศาสตร์ สว.กก.1 บก.ป., ร.ต.อ.ไพรวรรณ ตั้นหลก รอง สว.กก.1 บก.ป., ร.ต.อ.มณเฑียร ธงเทียน รอง สว.(สอบสวน) กก.๑ บก.ป., ด.ต.พิชิต เรืองงาม, ส.ต.อ.พิสิษฐ์ บุดดีเฆ่, ส.ต.อ. เจษฎา อาจน้อย, ส.ต.ท.นิติพัฒน์ แห่งหน ผบ.หมู่ กก.๑ บก.ป.

ร่วมกันจับกุม นายมานะ (สงวนนามสกุล) อายุ 50 ปี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลจังหวัดพิจิตร ที่ 157/2564 วันที่ 23 ธันวาคม 2564 คดีหมายเลขดำที่ อ230/2563 ข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าบ้านพัก ภายในซอยรามอินทรา34 แยก 22 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร

พฤติการณ์  จากพฤติการณ์ที่ผ่านมาของนายมานะฯ ผู้ต้องหา เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2561 – 2562 มีพฤติการณ์เป็นหัวหน้าแก๊งร่วมกับพวกคนไทยและชาวเวียดนาม อ้างตัวเป็นนักค้าเงินสกุลดิจิทัล หรือคริปโตเคอเรนซี่ รวมตัวกันไปหลอกลวงประชาชน โดยแบ่งหน้าที่กันทำเป็นขบวนการ มีทั้งคนเปิดบัญชี คนเจรจาหลอกลงทุน และคนคุมเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ในส่วนนายมานะ จะอ้างตัวเป็น “พ่อมด คริปโตเคอเรนซี่” (ผู้ที่ชำนาญด้านการค้าเงินสกุลดิจิตอล) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ชักจูงให้กลุ่มผู้เสียหายร่วมลงทุนในเงินสกุลดิจิตอลต่างๆ โดยอ้างว่าได้กำไรดี เช่น ลงทุนเงินเพียง 200 วัน จะได้กำไรทันที 400 % เป็นต้น

นอกจากนี้แก๊งของนายมานะฯ ยังชักชวนกลุ่มผู้เสียหายให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิตอลสกุลเงินวันคอยน์ โดยอ้างว่าแก๊งของนายมานะฯ ได้เปิดร้านขายสินค้าบนแพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้า ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้มีการซื้อขายสินค้าโดยใช้เงินดิจิตอลสกุลวันคอยน์ โดยร้านของแก๊งนายมานะฯ มีสินค้าที่ประกาศขายบนแพลตฟอร์มดังกล่าวจำนวนมาก เช่น บ้านพักอาศัย, รถยนต์, ที่ดิน, ทองคำ, อาหารเสริม, เครื่องสำอาง และเสื้อผ้า เป็นต้น โดยแก๊งดังกล่าวจะมีการตั้งลูกค้าบางรายเป็นแม่ทีมเพื่อช่วยในการระดมเงินจากลูกค้าที่เป็นลูกทีมในลำดับถัดๆมา เพื่อนำเงินไปลงทุนกับแก๊งของนายมานะฯ ด้วยอัตราผลตอบแทนที่สูง และมีโปรโมชั่นที่น่าสนใจ เช่น แลกสินค้าต่างๆ, แลกทองคำ, แลกรถเบ๊นซ์ หรือแลกบ้านเดี่ยว เป็นต้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ หลงเชื่อ จึงร่วมลงทุนไปรวมเป็นเงินกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งในช่วงแรกก็ได้รับเงินปันผล แต่ต่อมากลับไม่ได้รับผลตอบแทนใดๆ กลุ่มผู้เสียหายพยายามติดต่อตามหากลุ่มผู้ต้องหา แต่ก็ไม่พบและไม่สามารถติดต่อได้ จึงรวมตัวกันไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายพื้นที่และพนักงานสอบสวนได้ออกหมายจับไว้ ซึ่งก่อนหน้านี้นายมานะฯ เคยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป.จับกุมตัวไปแล้วเมื่อปลายปี พ.ศ. 2562

ต่อมา นายมานะฯ ได้หลบหนีการพิจารณาคดีในชั้นศาลเป็นเหตุให้ศาลออกหมายจับ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป.จึงทำการสืบสวนจนสามารถสืบทราบได้ว่านายมานะฯ เป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับติดตัวกว่า 14 หมาย และหลบหนีคดีมาอาศัยอยู่ที่บ้านพักหลังหนึ่งที่บริเวณซอยรามอินทรา 34 แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ป.จึงสามารถวางแผนเข้าทำการจับกุมนำตัวกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ในที่สุด

สอบถามคำให้การจำเลยเบื้องต้น ให้การปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา

เตือนภัย   การลงทุนในรูปแบบดังกล่าว เป็นการแอบอ้างว่าเป็นการนำเงินไปลงทุนในหลักทรัพย์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตแล้ว เพื่อโน้มน้าวให้ดูน่าเชื่อถือ โดยมีจุดสังเกตสำคัญ คือ การมุ่งหาสมาชิกใหม่เพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้สมาชิกเก่า และเน้นการเชิญชวนหรือบอกต่อกันไปเป็นวงกว้าง แต่เนื่องจากเป็นแชร์ลูกโซ่ที่ไม่ได้มีการนำเงินไปลงทุนจริง เมื่อถึงจุดที่หมุนเงินไม่ทันจะเริ่มเห็นการจ่ายผลตอบแทนล่าช้าและไม่จ่ายผลตอบแทนในที่สุด

ช่องทางการติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ว่าที่ พ.ต.ต.เดชวุฒิ อุตรศาสตร์  สว.กก.1 บก.ป. โทรศัพท์ 094-391-4940

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”