ตำรวจสอบสวนกลาง รวบหนุ่มแสบสร้างโปรไฟล์หรูลวงสาว สูญเงินกว่า 36 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง รวบหนุ่มแสบสร้างโปรไฟล์หรูลวงสาว สูญเงินกว่า 36 ล้านบาท

กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ  พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก., พล.ต.ต.สันติ ชัยนิรามัย รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก., พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.สรร มั่นเมืองรยา รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย รอง ผบก., พ.ต.อ.วิระชาญ ขุนไชยแก้ว ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ปวิช ข่าทิพย์พาที รอง ผกก.5 บก.ป., พ.ต.ท.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น รอง ผกก.5 บก.ป.

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.วาทิต จิตรจันทึก, พ.ต.ต.ธีระยุทธ ไทยราช สว.กก.5 บก.ป., ร.ต.อ.ณัฐพล ผลชอบ, ร.ต.อ.วิชิต ศรีทอง, ร.ต.อ.ธีระพงษ์ คงเขียว, ร.ต.อ.เชาว์วัตร พลเพชร รอง สว.กก.5 บก.ป., ด.ต.ภิษณุร์ ผาหัวดง, ด.ต.ยศพัทธ์ บุญหอม, ส.ต.อ.ทวีพงษ์ บุญสิงมา ผบ.หมู่ กก.5 บก.ป.

ร่วมกันจับกุม นายวสันต์ฯ (สงวนนามสกุล) อายุ 43 ปี  ผู้ต้องหา ตามหมายจับศาลอาญาที่ 1947/2564 ลงวันที่ 17 พ.ย. 2564 โดยกล่าวหาว่า ปลอมเอกสารสิทธิ, ใช้เอกสารสิทธิปลอม และฉ้อโกง

สถานที่จับกุม บริเวณ ด้านหน้าอาคาร ย่านนราธิวาสเจ้าพระยา แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม.

พฤติการณ์ ช่วงประมาณปี พ.ศ.2550 ผู้เสียหายฯ ได้รู้จักและคบหาดูใจกับนายวสันต์ฯ จนกระทั่งในช่วงปี พ.ศ.2553 ในระหว่างที่ผู้เสียหายทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ผู้เสียหายได้ตัดสินใจซื้อคอนโดมิเนียมเป็นของตัวเองเพื่ออยู่อาศัย จากนั้นผู้เสียหายได้กู้ซื้อห้องชุดในโครงการอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่งย่านปทุมวัน กรุงเทพฯ จากนั้นนายวสันต์ฯ ได้แนะนำให้ ผู้เสียหายฯ ไปซื้อห้องชุดอีกห้องหนึ่งซึ่งมีขนาดใหญ่ ในราคา 7 ล้านบาท โดยนายวสันต์ฯ อ้างว่าจะเป็นผู้เช่าซื้อห้องชุดดังกล่าวให้ผู้เสียหาย โดยให้ผู้เสียหายผ่อนชำระให้กับนายวสันต์ฯ หลังจากนั้นนายวสันต์ฯ ได้หลอกลวงให้ผู้เสียหายฯ   ซื้อห้องชุดอีก 2 ห้อง โดยอ้างว่านำเงินที่ได้จากการขายห้องชุดก่อนหน้านี้มาใช้มัดจำในการซื้อห้องชุดใหม่ เป็นเงินประมาณ 16 ล้านบาท นอกจากนี้ในระหว่างที่คบหากันนั้นนายวสันต์ฯ ได้มีการหลอกลวงให้ผู้เสียหายร่วมลงทุนซื้อขายรถยนต์หรูมือสอง โดยตกลงกันว่าผู้เสียหายจะเป็นผู้ออกเงินทุนทั้งหมด ส่วนนายวสันต์ฯ จะเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับการซื้อขายรถยนต์หรูทั้งหมด และแบ่งผลกำไรกันคนละครึ่ง ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงได้โอนเงินให้นายวสันต์ฯ จำนวนหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท โดยนายวสันต์ฯจะทำทีไปเช่ารถยนต์จากบริษัทรถเช่า และนำมาจอดที่คอนโดผู้เสียหาย ให้ดูเหมือนว่านายวสันต์ฯ ได้มีการนำเงินลงทุนของผู้เสียหายไปซื้อมา และสามารถขายได้จนผู้เสียหายหลงเชื่อ ต่อมาจากการตรวจสอบพบว่า นายวสันต์ฯ ไม่ได้มีการซื้อคอนโดให้กับผู้เสียหาย แต่เป็นเพียงการเช่าอยู่อาศัย ส่วนการซื้อขายรถยนต์หรูมือสองนั้น นายวสันต์ฯ ไม่ได้มีการนำเงินที่ผู้เสียหายมอบให้ไปซื้อรถยนต์แต่อย่างใด แต่นายวสันต์ฯกลับนำเงินที่ผู้เสียหายให้ไปเช่ารถหรูจากร้านเช่าแล้วนำมาแอบอ้างเพื่อให้ผู้เสียหายหลงเชื่อว่ามีการนำเงินไปลงทุน รวมความเสียหายเป็นเงินประมาณ 36 ล้านบาท เมื่อผู้เสียหายทราบเรื่องจึงได้เข้าร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหานี้ตามกฎหมาย

          ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมสืบทราบว่าผู้ต้องหานี้ได้มาอยู่ที่บริเวณด้านหน้าอาคารแห่งหนึ่ง  ย่านนราธิวาสเจ้าพระยา แขวงช่องนนทรี เขตยานนาวา กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ทำการตรวจสอบจนกระทั่งพบนายวสันต์ฯ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แสดงหมายจับและทำการจับกุมตัวนายวสันต์ฯ นำส่งพนักงานสอบสวน กก.5 บก.ป. ดำเนินคดีตามกฎหมาย

สอบถามคำให้การเบื้องต้น ในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

จากการตรวจสอบประวัติเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า นายวสันต์ฯ มีประวัติการก่อเหตุในข้อหายักยอก ซึ่งจากคดีดังกล่าว มีมูลค่าความเสียหายกว่า 900,000 บาท     

ตำรวจสอบสวนกลางจึงขอเตือนภัยไปยังประชาชนทุกท่าน ให้ระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อ หรือไว้ใจกลุ่มมิจฉาชีพที่มักจะแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบของคนรัก ซึ่งมักใช้วาจาหว่านล้อม หรือแม้กระทั่งสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จหรือปกปิดความจริง เพื่อหลอกลวงผู้เสียหายให้หลงเชื่อ กระทำการใดๆอันเป็นสาเหตุให้สูญเสียทรัพย์สิน เงินทอง หรือของมีค่าต่างๆ โดยตำรวจสอบสวนกลางขอแนะนำให้ทำการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของเอกสาร สิ่งของต่างๆหรือเรื่องราวที่มิจฉาชีพเหล่านี้นำมาแอบอ้างให้มั่นใจทุกครั้ง ก่อนที่จะทำการลงทุน หรือส่งมอบทรัพย์สิน

 

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”