รวบสาวแสบปลอมเฟสบุ๊กพูดคุยแสร้งทำเป็นรัก หลอกเอาเงินผู้เสียหายไปกว่า ๑๐ ล้านบาท

รวบสาวแสบปลอมเฟสบุ๊กพูดคุยแสร้งทำเป็นรัก หลอกเอาเงินผู้เสียหายไปกว่า ๑๐ ล้านบาท

กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.มนตรี เทศขัน ผบก.ป., พ.ต.อ.ณัฐพงษ์ ปิตะบุตร, พ.ต.อ.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ, พ.ต.อ.พรศักดิ์ เลารุจิราลัยรอง ผบก.ป., พ.ต.อ.ปทักข์ ขวัญนา ผกก.๔ บก.ป., พ.ต.ท.รณกร สุขมงคล, พ.ต.ท.พงษ์พันธ์ ศิริภัทรนุกุล, พ.ต.ท.มนูญ แก้วก่ำ, พ.ต.ท.เอกสิทธิ์ ปานสีทา รอง ผกก.๔ บก.ป

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม นำโดย พ.ต.ท.อภิชน ขันกา สว.กก.๔ บก.ป พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ ๕ กก.๔ บก.ป. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน ๑ บก.สส.ภ.๒

ร่วมกันจับกุม นางสาวชนกนันท์ (สงวนนามสกุล) อายุ ๒๗ ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์ที่ ๒๕๒/๒๕๖๔ ลงวันที่ ๖ พ.ย.๖๔ โดยกล่าวหาว่า “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม โดยน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน และฉ้อโกง”

สถานที่จับกุม บริเวณหน้าโรงแรมในเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔ เวลาประมาณ  ๑๕.๓๐ น.

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๖๔ ผู้เสียหายได้รู้จักกับผู้ต้องหาผ่านทางเฟสบุ๊ก โดยผู้ต้องหาได้ใช้รูปของหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมิใช่ตนเอง อ้างตนว่าชื่อ น.ส.นัดดาฯ โดยในระหว่างที่ติดต่อพูดคุยกันในช่วงแรก ผู้เสียหายได้โอนเงินตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ เนื่องจากผู้ต้องหาอ้างว่ามารดาเดือดร้อนต้องการใช้เงิน ผู้เสียหายจึงได้โอนเงินผ่านเข้าบัญชีธนาคารจำนวนหลายครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ ๒๑๐,๗๐๐ บาท 

ต่อมาผู้ต้องหาได้ทำทีพูดคุยตกลงหมั้นหมายกับผู้เสียหาย ทางผู้เสียหายจึงยกเงินจำนวนดังกล่าวให้ไป โดยให้ถือว่าเป็นค่าสินสอดทองหมั้น 

หลังจากนั้นผู้เสียหายกับผู้ต้องหาก็ได้ติดต่อพูดคุยกันผ่านเฟสบุ๊กเรื่อยมา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม ๒๕๖๔ ผู้เสียหายได้ตรวจพบว่าระหว่างวันที่ ๑๙-๓๐ มิถุนายน ๒๕๖๔ ยอดเงินในบัญชีธนาคารของ ผู้เสียหายจำนวน ๒,๖๔๑,๐๐๐ บาท ได้ถูกโอนผ่านไปยังบัญชีผู้อื่น จำนวน ๑๐ ครั้ง เป็นเงินจำนวน ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายจึงได้ไปแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนติดตามหาตัวคนร้าย โดยในระหว่างนั้นเองผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้เสียหายและยอมรับว่าตนเป็นคนโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปเพื่อซื้อที่ดินกับต้นไม้ พร้อมขอร้องไม่ให้ผู้เสียหายดำเนินคดีกับตน โดยอ้างว่าต่อไปผู้ต้องหาก็จะเป็นครอบครัวเดียวกันกับผู้เสียหายอยู่แล้ว และในส่วนของเงินที่เอาไปนั้นผู้ต้องหาจะรีบนำมาคืนให้โดยเร็ว ผู้เสียหายจึงไม่ดำเนินคดีตามคำขอของผู้ต้องหา

ต่อมาผู้ต้องหาก็ได้ออกอุบายหลอกลวงผู้เสียหายอีกครั้ง โดยอ้างว่าอยากเปิดโรงงานและจดทะเบียนการค้าเพื่อทำธุรกิจ จึงขอให้ผู้เสียหายช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ผู้เสียหายจึงได้ให้ผู้ต้องหาดำเนินการนำที่ดินของผู้เสียหายเนื้อที่ ๙ ไร่ ไปประกาศขายในราคาไม่ต่ำกว่าไร่ละ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท หากขายได้ก็จะแบ่งเงินช่วยเหลือในการทำธุรกิจดังกล่าว ซึ่งต่อมาประมาณช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๖๔ ผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่าสามารถขายที่ดินแปลงดังกล่าวได้แล้วในราคา ๑๖,๗๐๐,๐๐๐ บาท และได้นัดหมายให้ผู้เสียหายไปทำสัญญาโอนขายที่ดินให้กับผู้ซื้อรายหนึ่งที่สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ โดยในวันทำสัญญาโอนขายที่ดิน ผู้ต้องหาอ้างกับผู้เสียหายว่า ผู้ซื้อได้โอนเงินค่าซื้อขายที่ดินเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายครบถ้วนแล้ว ผู้เสียหายจึงยอมลงชื่อในสัญญาโอนขายที่ดินดังกล่าว 

แต่ภายหลังจากนั้นผู้เสียหายพบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมเปลี่ยนไป จึงทำการตรวจสอบยอดเงินในบัญชีธนาคารของตนเอง แต่กลับพบว่าไม่มีเงินค่าซื้อขายที่ดินโอนเข้าบัญชีธนาคารของผู้เสียหายแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงได้สอบถามไปยังผู้ซื้อที่ดิน จนทราบว่าผู้ต้องหาได้เสนอขายที่ดินให้กับผู้ซื้อในราคาเพียง ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท และในวันทำสัญญาโอนขายที่ดิน ผู้ซื้อก็ยืนยันว่าได้มอบเงินสดจำนวนดังกล่าวให้กับผู้ต้องหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ได้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ผู้เสียหายจึงเชื่อตนเองถูกหลอก จึงได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน และทางพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.๔ บก.ป. และ กก.สืบสวน ๑ บก.สส.ภ.๒ ได้สืบทราบว่าผู้ต้องหาได้เดินทางมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยา เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำกำลังออกติดตาม จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณหน้าโรงแรมในเมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี จากนั้นจึงได้นำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานสอบสวน สภ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สอบถามคำให้การผู้ต้องหาเบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การสารภาพตลอดข้อกล่าวหา