กองปราบรวบหนุ่มใหญ่อ้างตัวเป็นตำรวจ หลอกระดมทุนผู้เสียหายกว่า 300 ราย ตุ๋นกว่า 22 ล้านบาท

กองปราบรวบหนุ่มใหญ่อ้างตัวเป็นตำรวจ หลอกระดมทุนผู้เสียหายกว่า 300 ราย ตุ๋นกว่า 22 ล้านบาท

ภายใต้การอำนวยการสั่งการของ พล...จิรภพ ภูริเดช รอง ผบช.., พล...สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.., ...พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ รอง ผบก.., ...วิวัฒน์ จิตโสภากุล ผกก.3 บก.., ...สุริยศักดิ์ จิราวัสน์, ...พงศกร ตันอารีย์, ...สุรเชษฐ์ เตชะพันธ์ รอง ผกก.3 บก..

เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม นำโดย ...สิทธิพร มีอาษา สว.กก.3 บก.. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่ 3 กก.3 บก..

ร่วมกันจับกุม นายสังคม (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ที่ .1439/2564 ลงวันที่ 1 กันยายน 2564  ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐานฉ้อโกง, ฉ้อโกงประชาชน, กู้ยืมเงิน

ที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และไม่มีสิทธิใช้ยศของเจ้าพนักงาน กระทำการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิ

สถานที่จับกุม บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพยาบาลย่าน .มิตรภาพ .ในเมือง .เมือง

.นครราชสีมา

พฤติการณ์ สืบเนื่องจากประชาชนจำนวนกว่า 20 ราย เดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ

กองบังคับการปราบปรามให้ช่วยติดตามจับกุมผู้ต้องสงสัย ซึ่งมีพฤติกรรมหลอกลวงผู้เสียหายให้ร่วมระดมทุนในโครงการต่างๆ ตามโปรโมชั่นที่กล่าวอ้าง พร้อมกับอ้างตัวเป็นตำรวจ พูดจาหว่านล้อมจนประชาชนหลงเชื่อส่งมอบทรัพย์สินให้ ซึ่งจากกรณีดังกล่าวมีผู้หลงเชื่อจำนวนกว่า 300 คน มูลค่าความเสียหายรวมจำนวนกว่า 22 ล้านบาท

พฤติกรรมของผู้ต้องหารายนี้ ได้เริ่มก่อเหตุมาตั้งเเต่ช่วงปี ..2562 โดยผู้ต้องหาจะอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม และอ้างตนเป็นลูกน้องคนสนิทของนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ระดับผู้บัญชาการ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อมาตีสนิทกับผู้เสียหาย โดยผู้ต้องหาได้มีการตั้งกลุ่มไลน์ชื่อว่ากลุ่มไลน์กองปราบซึ่งได้แจ้งกับสมาชิกว่า ผู้ใหญ่ที่ตนสนิทมีธุรกิจหรือโครงการขนาดใหญ่ เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มร่วมลงทุนในโครงการโปรโมชั่นเงินบุญ ซึ่งเป็นแผนการลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตามที่ผู้ต้องหาวางไว้ ทั้งนี้ยังอ้างอีกว่าผู้ลงทุนจะได้ผลตอบแทนในเดือนต่อมา และยังให้สมาชิกในกลุ่มเชิญชวนญาติพี่น้อง หรือคนรู้จักเข้ามาเป็นสมาชิกเพิ่มอีกด้วย  ซึ่งต่อมาทางผู้ต้องหาได้มีการเปลี่ยนชื่อกลุ่มไลน์ดังกล่าวมาเป็นชื่อรวมพลังสามัคคีแต่ยังคงดำเนินการในวิธีเช่นเดิมอยู่

ซึ่งในกลุ่มไลน์ดังกล่าว ผู้ต้องหามักจะพูดจาหว่านล้อม สร้างเรื่องราวเกี่ยวกับโครงการธุรกิจ และหลอกลวงผู้เสียหายให้เห็นว่าการร่วมลงทุนจะได้รับผลตอบเเทนสูง โดยมีการอัดคลิปเสียงอธิบายความเป็นมาของการลงทุนเงินบุญต่างๆ มีการรับรองการันตีผลตอบแทน นำเสนอรูปแบบโปรโมชั่นหลอกลวงผู้เสียหาย จำนวนกว่า272 โปรโมชั่น ในลักษณะที่มีการลงทุนจำนวนน้อย แต่ได้รับผลตอบแทนจำนวนมาก เช่น

1.“โปรโมชั่นช่วยงานผู้ใหญ่ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าจากยอดการลงทุน 10,000 บาท จะได้รับผลตอบแทน500,000,000 บาท

2.“โปรโมชั่นตอบแทนผู้ใหญ่ซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าจากยอดการลงทุน 98,000 บาท จะได้รับผลตอบแทน980,000,000 บาท

3.“โปรโมชั่นล่องเรือสำราญซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าจากยอดการลงทุน 380,200 บาท จะได้รับผลตอบแทน760,400,000 บาท

4.“โปรโมชั่นเซ็นสัญญาฝั่งลาวซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าจากยอดการลงทุน 41,650 บาท จะได้รับผลตอบแทน595,000,000 บาท

5.“โปรโมชั่นช่วยบอสจ่ายธุรกรรมหน้าเคาเตอร์ธนาคารซึ่งผู้ต้องหาอ้างว่าจากยอดการลงทุน 109,830 บาทจะได้รับผลตอบแทน 10,983,000 บาท

แต่เมื่อถึงกำหนดรับผลตอบแทน ผู้ต้องหาก็จะบ่ายเบี่ยง อ้างว่าการดำเนินการมีปัญหา ผู้ใหญ่ไม่ว่าง หรือติดภารกิจ ทำให้ไม่สามารถจ่ายค่าตอบแทนได้ เป็นเหตุให้ได้รับความเสียหาย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม จึงได้ทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานพบว่าผู้ต้องหารายนี้คือ นายสังคมฯ จึงขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาตามหมายจับดังกล่าว หลังจากนั้นจึงได้ดำเนินการเร่งติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้มาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว เนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมเป็นภัยต่อสังคม สร้างความเดือดร้อนต่อประชาชนในวงกว้าง และกระทำการแอบอ้างตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในลักษณะที่ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายแต่อย่างใด

จนกระทั่ง วันที่ 7 กันยายน 2564 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.3 บก.. ได้ทำการสืบสวนติดตามตัว

ผู้ต้องรายนี้ โดยทราบว่าผู้ต้องหาได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ .สีคิ้ว .นครราชสีมา โดยมีการแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบ ยศร้อยตำรวจเอก และพยายามเข้าไปสนับสนุนกิจกรรมในท้องถิ่น จนทำให้ตนเองเป็นผู้มีชื่อเสียง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบผู้ต้องหาสวมใส่ชุดแจ็กเก็ต ซึ่งมีชื่อของหน่วยงานตำรวจ ยืนอยู่บริเวณลานจอดรถหน้าโรงพยาบาลย่าน .มิตรภาพ .ในเมือง .เมือง.นครราชสีมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้เข้าจับกุมพร้อมตรวจยึดของกลาง รวม 18 รายการ ได้แก่

1.หมวกปีกลายพรางติดตรากองบังคับการปราบปราม จำนวน 1 ใบ

2.หมาวแก๊บสีดำติดตราคอมมานโด จำนวน 1 ใบ

3.หมวกแก๊บสีดำติดตราแผ่นดิน มีธงชาติไทย 2 ข้าง จำนวน 1 ใบ

4.อาวุธปืนลูกโม่สีดำ ขนาด .38 ยี่ห้อ S&W จำนวน 1 กระบอก

5.กระสุนปืนลูกโม่ขนาด .38 จำนวน 44 นัด

6.ซองพกในอาวุธปืนขนาด .38 จำนวน 1 ซอง

7.กระเป๋าสะพายข้างสีน้ำเงิน จำนวน 1 ใบ

8.กระเป๋าสะพายข้างยี่ห้อ DEVY สีดำ จำนวน 1 ใบ

9.กุญแจมือพร้อมซองบรรจุ จำนวน 1 อัน

10.มีดพก จำนวน 2 เล่ม

11.โทรศัพท์มือถือสีดำ ยี่ห้อ oppo จำนวน 1 เครื่อง

12.โทรศัพท์มือถือสีขาว ยี่ห้อ oppo จำนวน 1 เครื่อง

13.โทรศัพท์มือถือสีดำ ยี่ห้อ oppo จำนวน 1 เครื่อง

14.สมุดบัญชีธนาคารกสิกรไทย จำนวน 2 เล่ม

15.หนังสือเดินทาง (passport) จำนวน 1 เล่ม

16.หนังสือเดินทางประจำเรือ (passport) จำนวน 1 เล่ม

17.เอกสาร Statement บัญชีธนาคารกสิกรไทย จำนวน 1 ชุด

18.บัตรประจำตัว ที่ใช้ในการแอบอ้าง จำนวน 1 ใบ นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

จากการสอบถาม ผู้ต้องหารับสารภาพว่าได้ทำการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ และหลอกลวงว่าเป็นลูกน้องคนสนิทของข้าราชตำรวจชั้นผู้ใหญ่จริง ซึ่งตนได้มีการสร้างเรื่องราวอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวงผู้เสียหายโดยประสงค์ต่อทรัพย์สิน เนื่องจากติดการพนันออนไลน์

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมพบว่า ผู้ต้องหารายนี้เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงมาแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2562 ซึ่งศาลได้พิพากษาลงโทษจำคุก โดยให้รอลงอาญา แต่ผู้ต้องหาก็ยังไม่มีความสำนึกในการกระทำความผิด และไม่เกรงกลัวกฎหมายแต่อย่างใด กลับมาก่อเหตุซ้ำในลักษณะเช่นเดิมอีกเรื่อยมาจนกระทั่งถูกจับกุมอีก

กองบังคับการปราบปราม จึงขอฝากเตือนภัยประชาชน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ทั้งนี้ท่านสามารถขอตรวจสอบบัตรข้าราชการตำรวจ หรือ

แจ้งเบาะแสผ่านทางเฟซบุ๊กเพจกองปราบปราม เพื่อป้องกันการถูกมิจฉาชีพอ้างตนเป็นตำรวจหลอกลวงในรูปแบบต่างๆ