กองปราบรวบเจ้าอาวาส กระทำอนาจารสามเณร หลบหนีบวชเป็นพระนาน 10 ปี

กองปราบรวบเจ้าอาวาส กระทำอนาจารสามเณร หลบหนีบวชเป็นพระนาน 10 ปี

กองบังคับการปราบปราม ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม ผบก.บก.ป., พ.ต.อ.เอนก เตาสุภาพ รอง ผบก.ป., พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.๒ บก.ป., พ.ต.อ.ภิญโญ ป้อมสถิตย์ ผกก.ดส.บช.น., พ.ต.ท.วิญญู แจ่มใส, พ.ต.ท.กรกช ยงยืน, พ.ต.ท.นพรัตน์ คำมาก, พ.ต.ท.เนติวิทย์ ธนาสิทธิ์นิติกุล                      รอง ผกก.๒ บก.ป., พ.ต.ท.สถิรพร สังขนุกิจ รอง ผกก.ฯ ปรก.ศพดส.ภ๔ 

เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ต.พิเชต ชมมณฑา สว.กก.๒ บก.ป. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการที่๓ กก.๒ บก.ป. ร่วมกับ กก.ดส.บช.น. และ ศพดส.ภ.๔

ร่วมกันจับกุมพระภิกษุประเสริฐฯอายุ  ๖๔  ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดภูเขียว ที่ ๒๑/๒๕๕๓  ลงวันที่ ๑ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓ ในข้อกล่าวหา “กระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม” 

พฤติการณ์ สืบเนื่องมาจากเมื่อประมาณปี ๒๕๕๓ สามเณรเอ (ผู้เสียหาย) ได้บวชเป็นสามเณรประจำที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ โดยวัดดังกล่าวมีพระภิกษุประเสริฐฯ (ผู้ต้องหา) เป็นเจ้าอาวาส

ต่อมา กลางดึกคืนหนึ่ง พระภิกษุประเสริฐฯ ได้เรียกสามเณรเอฯ เข้าไปพบที่ห้องนอนส่วนตัว โดยสั่งให้สามเณรเอฯ บีบนวดขาให้ แต่พระภิกษุประเสริฐฯ กลับทำอนาจารสามเณรเอฯ และสั่งห้ามไม่ให้สามเณรเอฯ นำเรื่องดังกล่าวไปบอกผู้ใด โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สามเณรเอฯ ทราบว่าสามเณรองค์อื่นๆ ก็เคยถูกพระภิกษุประเสริฐฯ กระทำลักษณะเช่นเดียวกันกับตน สามเณรเอฯ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวไปแจ้งมารดาของตนให้ทราบ หลังจากนั้นมารดาของสามเณรเอฯ จึงได้พาสามเณรเอฯ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูเขียว เพื่อดำเนิคดีตามกฎหมาย

ซึ่งหลังจากที่พระภิกษุประเสริฐฯ ทราบเรื่องว่าถูกดำเนินคดี พระภิกษุประเสริฐฯ  ได้หลบหนีไปบวชตามวัดทั้งฝั่งลาวและไทย วัดละ ๑-๒ ปี และเปลี่ยนวัดเพื่อหลบหนีการจับกุมไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๔ เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนจนทราบว่า พระภิกษุประเสริฐฯ หลบหนีมาอยู่ที่ จ.สกลนคร โดยยังคงบวชเป็นพระอยู่ที่วัดแห่งหนึ่ง หมู่ที่ ๕ ต.ขัวก่าย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ เมื่อพบผู้ต้องหา จึงทำการจับกุมและนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูเขียว ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

 จากการสอบถามผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ โดยกระทำอนาจารต่อสามเณรมาแล้ว ๔-๕ องค์

“ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด”